บริษัทอัตโนมัติ · THEAUTOMATION.BIZ

หลักการ Vibe Coding ด้วย
Development Loop

Development Loop คือวงจรห้าขั้นที่พาไอเดียในหัว ไปถึงระบบที่พนักงานใช้จริง
สำหรับคนที่ไม่เขียนโค้ด แต่กำลังจะสร้าง micro-ERP ของบริษัทเอง

สารบัญ · กดที่หัวข้อเพื่อข้ามไปบทนั้น

เนื้อหาทั้งหมด แบ่งเป็นสามบท

บทที่ 1

ทำไมต้องมีวงจร

AI ทำตามที่คุณพิมพ์ ไม่ได้ทำตามที่คุณคิด ช่องว่างตรงนั้นคือที่มาของงานที่ต้องรื้อ วงจรนี้มีไว้ปิดช่องว่างก่อนเสียเวลา

ปัญหาของการสั่งรวดเดียว ภาพรวมห้าขั้น skill คืออะไร ติดตั้งครั้งแรก

พิมพ์สั่งรวดเดียว
ได้ของที่ไม่ตรงเสมอ

"ทำระบบสต็อกให้หน่อย" เป็นประโยคที่สั้นเกินกว่าจะตีความได้ทางเดียว AI จึงเดา แล้วเดินยาวไปบนสิ่งที่เดาผิด

1คุณรู้เรื่องธุรกิจ AI รู้เรื่องโค้ด ความรู้สองก้อนนี้ไม่เคยมาเจอกัน ถ้าไม่มีใครบังคับให้ถาม
2งานใหญ่ก้อนเดียวตรวจไม่ได้ พอเสร็จมาทั้งระบบ คุณไม่รู้จะเริ่มตรวจตรงไหน เลยกดผ่านทั้งหมด
3คุยยาวเกินไป AI จะเริ่มลืม บทสนทนายิ่งยาว ความแม่นยำยิ่งตก ข้อตกลงหน้าแรกหายไปตอนหน้าท้าย
4ไม่มีใครตรวจก่อนบันทึก โค้ดที่ทำงานได้ กับโค้ดที่ถูกต้องและปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
วงจรนี้แก้ด้วยการบังคับลำดับแต่ละขั้นมีของที่ต้องได้ออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน และขั้นถัดไปเริ่มไม่ได้ถ้าของชิ้นนั้นยังไม่มี ความคืบหน้าจึงวัดได้แม้คุณอ่านโค้ดไม่ออก
ทุกขั้นจบที่คุณอนุมัติAI ไม่เดินเองยาว ๆ แล้วมาโชว์ผลตอนจบ มันหยุดรอคุณตอบที่หัวมุมของทุกขั้น
ไม่ต้องท่องคำสั่งจำแค่ห้าคำที่ขึ้นต้นด้วยขีดเฉียง แล้วพิมพ์ทีละอันตามลำดับ ที่เหลือ AI จัดการเอง

skill คืออะไร

skill คือคู่มือการทำงานที่เขียนไว้ล่วงหน้า ให้ AI อ่านก่อนลงมือ ไม่ใช่โปรแกรมใหม่ และไม่ใช่ AI ตัวใหม่

1เรียกด้วยขีดเฉียงนำหน้า พิมพ์ /to-spec แล้ว AI จะเปิดคู่มือเล่มนั้นขึ้นมาอ่าน แล้วทำตามขั้นตอนในนั้นแทนที่จะเดาเอง
2ต่างจากการพิมพ์สั่งเองตรงความสม่ำเสมอ คุณสั่งเรื่องเดิมสิบครั้งอาจได้สิบแบบ แต่ skill เดิมให้ขั้นตอนเดิมทุกครั้ง ไม่ว่าใครเป็นคนสั่ง
3เป็นไฟล์ข้อความธรรมดา เปิดอ่านได้ แก้ได้ ไม่ใช่กล่องดำ ถ้าวันหนึ่งขั้นตอนไหนไม่เข้ากับบริษัทคุณ ก็แก้คู่มือเล่มนั้นได้
ห้าคำสั่งในเด็คนี้มาจากชุด skill ของ Matt Pocock ติดตั้งครั้งเดียวแล้วใช้ได้ทุกโปรเจ็คบนเครื่องคุณ ไม่ต้องติดตั้งใหม่ต่อโปรเจ็ค
# ติดตั้งชุด skill · ทำครั้งเดียว
/plugin install \
  mattpocock-skills@claude-plugins-official

# ตั้งค่าที่เก็บตั๋วงาน · ทำครั้งเดียว
/setup-matt-pocock-skills

# ลืมว่ามีอะไรบ้าง ให้ถามแผนที่
/ask-matt "อยากทำฟีเจอร์ใหม่
           ควรเริ่มจากอันไหน"
จำแค่ห้าคำก็พอในชุดนี้มี skill เกือบยี่สิบตัว แต่ห้าตัวที่จะเล่าในบทถัดไปครอบคลุมงานเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่คุณจะเจอ ที่เหลือค่อยเปิดดูตอนต้องใช้
Superpowers ก็เป็น skill เหมือนกันถ้าเคยใช้มาแล้ว แนวคิดเดียวกัน ต่างกันที่ชุดนี้ให้คุณเป็นคนสั่งทีละขั้นเอง จึงรู้ตลอดว่าตอนนี้อยู่ตรงไหนของวงจร

ห้าขั้น จากไอเดียถึงของที่ใช้ได้

อ่านจากซ้ายไปขวา แต่ละกล่องคือคำสั่งหนึ่งคำ และของที่ต้องได้ออกมาหนึ่งชิ้น ขั้นที่สี่กับห้าวนซ้ำจนครบทุกตั๋ว

วนตั๋วถัดไป 01 กริลล์ไอเดีย /grill-with-docs ได้ CONTEXT.md 02 เขียนสเปก /to-spec ได้สเปกหนึ่งใบ 03 แตกเป็นตั๋ว /to-tickets ได้ตั๋วงานเรียงลำดับ 04 ลงมือทีละตั๋ว /implement ได้ของที่กดใช้ได้จริง 05 ตรวจงาน /code-review ได้รายงานก่อนบันทึก ขั้น 01 ถึง 03 อยู่ในบทสนทนาเดียวกันห้ามล้าง เพราะสเปกกับตั๋วต้องงอกจากบทสัมภาษณ์เดียวกัน ส่วนขั้น 04 เริ่มใหม่ทุกตั๋วได้ เพราะตั๋วเล่าเรื่องตัวเองครบอยู่แล้ว
บทที่ 2

ห้าขั้นตอนหลัก

ทีละขั้น ว่าคุณต้องพิมพ์อะไร AI จะทำอะไร และของที่ได้ออกมาหน้าตาเป็นยังไง ถ้าของชิ้นนั้นยังไม่มี แปลว่ายังข้ามไปขั้นต่อไปไม่ได้

/grill-with-docs /to-spec /to-tickets /implement /code-review

ขั้น 01 · กริลล์ไอเดียให้คม

คุณเป็นฝ่ายถูกสัมภาษณ์ ไม่ใช่ฝ่ายสั่ง AI ยิงคำถามเป็นรอบ ๆ จนไม่เหลือจุดที่ต้องเดา

1มันถามทีละชุด คุณตอบสั้น ๆ ตอบว่า "ยังไม่รู้" ได้ แต่ห้ามตอบกำกวม เพราะความกำกวมจะกลายเป็นโค้ดที่ผิด
2ข้อเท็จจริงเป็นหน้าที่ AI การตัดสินใจเป็นหน้าที่คุณ มันไปหาข้อมูลเองได้ แต่ห้ามตัดสินใจแทนว่าธุรกิจคุณควรทำงานยังไง
3ได้ศัพท์กลางของบริษัทเป็นของแถม คำว่า "ใบสั่งซื้อ" ในระบบคุณหมายถึงอะไรกันแน่ ตกลงกันตรงนี้ครั้งเดียว ใช้ยาวทั้งโปรเจ็ค
ของที่ต้องได้ออกมา ไฟล์ CONTEXT.md ที่รวมศัพท์กลาง กับบันทึกการตัดสินใจที่ย้อนกลับยาก ถ้ายังไม่มีไฟล์นี้ แปลว่ายังกริลล์ไม่จบ
# เปิดในโฟลเดอร์โปรเจ็ค แล้วพิมพ์
/grill-with-docs

"อยากทำระบบเบิกของจากคลัง
 ให้พนักงานหน้างานกดเบิกเองได้"

# จากนั้นมันจะเริ่มถามกลับ เช่น
# ใครอนุมัติการเบิก
# เบิกเกินสต็อกได้ไหม
# ของที่เบิกแล้วคืนได้หรือเปล่า
ช่วงนี้คือช่วงที่คุณมีค่าที่สุดคำถามที่ตอบยาก มักเป็นคำถามที่ถ้าไม่ตอบวันนี้ จะกลายเป็นงานรื้อในเดือนหน้า อย่ารีบข้าม
ไม่ได้อยู่ในโฟลเดอร์โปรเจ็คใช้ /grill-me แทน สัมภาษณ์เหมือนกัน แต่ไม่เก็บไฟล์ไว้ให้

ขั้น 02 · เขียนสเปกหนึ่งใบ

ขั้นนี้ไม่ถามอะไรเพิ่มเลย มันแค่เอาสิ่งที่คุยกันมาทั้งหมด มาเรียบเรียงเป็นเอกสารที่คุณอ่านออกและกดอนุมัติได้

ปัญหาและทางแก้ เล่าจากมุมคนใช้งาน ไม่ใช่มุมเทคนิค
เรื่องเล่าผู้ใช้เป็นข้อ ๆ "ในฐานะหัวหน้าคลัง ฉันอยากเห็นยอดคงเหลือ เพื่อที่จะสั่งซื้อได้ทัน"
การตัดสินใจเชิงเทคนิค โครงข้อมูล ตารางที่จะเพิ่ม และข้อตกลงที่คุยกันไว้
จะตรวจยังไงว่าเสร็จ เกณฑ์วัดที่เขียนไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่มาเถียงกันตอนส่งงาน
คุณต้องอ่านสเปกจริง ๆ หนึ่งรอบ โดยเฉพาะหัวข้อเรื่องเล่าผู้ใช้ ถ้ามีข้อไหนที่อ่านแล้วรู้สึกว่า "ที่ทำงานเราไม่ได้ทำแบบนี้" ให้บอกแก้ตรงนี้ ถูกกว่าแก้ตอนโค้ดเสร็จมาก
# ต่อจากบทสนทนาเดิม ห้ามล้าง
/to-spec
ทำไมต้องเป็นบทสนทนาเดิมสเปกไม่ได้มาจากไหน มันงอกจากคำตอบที่คุณเพิ่งให้ไป ถ้าล้างบทสนทนาก่อน มันจะเดาใหม่ทั้งหมด
สเปกไปอยู่ในที่ตรวจสอบได้ไม่ได้ลอยอยู่ในแชท แต่ถูกบันทึกเป็นเอกสารของโปรเจ็ค เปิดย้อนดูได้ตลอด และติดป้ายว่าพร้อมให้ AI ทำงานต่อ

ขั้น 03 · แตกเป็นตั๋วงานย่อย

สเปกหนึ่งใบใหญ่เกินกว่าจะทำรวดเดียว ขั้นนี้ซอยออกเป็นตั๋ว แต่ซอยแบบ "กระสุนส่องวิถี" ไม่ใช่ซอยตามชั้นของระบบ

ซอยผิด · ตามชั้นตั๋วที่ 1 ทำฐานข้อมูลทั้งระบบ ตั๋วที่ 2 ทำหน้าจอทั้งระบบ ผลคือกดดูอะไรไม่ได้เลยจนกว่าจะครบทุกตั๋ว
ซอยถูก · ตามเส้นทางตั๋วที่ 1 เพิ่มสินค้าหนึ่งชิ้นแล้วเห็นในตาราง ครบตั้งแต่ฐานข้อมูลถึงหน้าจอ กดดูได้จริงตั้งแต่ตั๋วแรก
มันจะเอาลำดับตั๋วมาให้คุณตรวจก่อนบันทึก คุณตอบแค่สามอย่าง ตั๋วใหญ่ไปหรือเล็กไป ลำดับก่อนหลังถูกไหม และมีตั๋วไหนควรรวมหรือแยก
# ยังอยู่ในบทสนทนาเดิม
/to-tickets

# ตัวอย่างผลลัพธ์
1. ตารางสินค้า + หน้าเพิ่มสินค้า
   บล็อกโดย: ไม่มี
2. หน้ารายการสินค้า + ค้นหา
   บล็อกโดย: 1
3. บันทึกรับเข้า · ตัดสต็อก
   บล็อกโดย: 1
4. รายงานยอดคงเหลือ
   บล็อกโดย: 2, 3
"บล็อกโดย" อ่านว่าอะไรตั๋วที่ไม่มีใครบล็อก หยิบทำได้ทันที ส่วนตั๋วที่ 4 ต้องรอ 2 กับ 3 เสร็จก่อน ไม่งั้นไม่มีข้อมูลให้รายงาน

ขั้น 04 · ลงมือทีละตั๋ว

ตรงนี้คือจุดที่ต้อง ล้างบทสนทนาแล้วเริ่มใหม่ทุกตั๋ว เพราะตั๋วเล่าเรื่องตัวเองครบอยู่แล้ว AI ที่เพิ่งเริ่มต้นจะคิดได้คมกว่า AI ที่คุยมาสามชั่วโมง

1เขียนเกณฑ์วัดก่อนเขียนโค้ด ข้างในมันจะเรียกวิธีทำงานแบบเทสต์นำ ให้เห็นว่าเทสต์แดงก่อน แล้วค่อยเขียนโค้ดให้เขียว
2ตรวจระหว่างทางเป็นระยะ ไม่ใช่รอตรวจทีเดียวตอนจบ พังตรงไหนรู้ตรงนั้น
3จบด้วยการตรวจงานและบันทึก มันจะเรียก /code-review ให้เองก่อน commit คุณไม่ต้องสั่งซ้ำ
คุณไม่ต้องเขียนเทสต์เป็น แต่ต้องอ่านผลออกสองอย่าง ผ่านกี่ตัว ตกกี่ตัว ถ้ายังมีตัวแดง แปลว่างานยังไม่เสร็จ ไม่ว่า AI จะบอกว่าอะไร
# ล้างบทสนทนาก่อน
/clear

# แล้วหยิบตั๋วที่ไม่มีใครบล็อก
/implement "ตั๋วที่ 1 ตารางสินค้า
           และหน้าเพิ่มสินค้า"

# รอบแรก ต้องแดงก่อน
✗ เพิ่มสินค้าซ้ำรหัสเดิมไม่ได้
  Expected 409, received 201

# เขียนโค้ดแล้วรันใหม่
Tests:  6 passed, 0 failed
ทำไมต้องเห็นแดงก่อนถ้าเทสต์เขียวตั้งแต่ยังไม่เขียนโค้ด แปลว่าเทสต์นั้นไม่ได้ตรวจอะไรเลย เป็นกับดักที่ AI ตกบ่อยที่สุด

ขั้น 05 · ตรวจงานสองแกน

ขั้นสี่เรียกให้เองอยู่แล้ว แต่คุณสั่งเองได้ทุกเมื่อ เช่นตอนอยากตรวจงานทั้ง branch ก่อนส่งจริง

แกนที่ตรวจถามว่าอะไรจับอะไรได้
Standardsเขียนตามกติกาของโปรเจ็คนี้ไหมโค้ดมั่ว ซ้ำซ้อน เสี่ยงพังภายหลัง
Specตรงกับที่ตั๋วสั่งไว้ไหมทำเกิน ทำขาด หรือทำคนละเรื่อง

สองแกนนี้ตรวจแยกกันคนละรอบ แล้วเอาผลมาวางเทียบกัน เพราะโค้ดที่สวยแต่ทำผิดโจทย์ ก็ยังใช้ไม่ได้อยู่ดี

# ตรวจงานเทียบกับจุดเริ่มต้น
/code-review
รายงานยาวไม่ใช่เรื่องแย่รายงานที่เจอปัญหาเยอะแปลว่าระบบตรวจทำงานถูกต้อง ที่น่ากลัวกว่าคือไม่มีใครตรวจเลย
ของพังหรือมีช่องโหว่ สั่งแก้ก่อนเสมอ ห้ามไปตั๋วถัดไป
ทำงานได้แต่จะมีปัญหาทีหลัง สั่งแก้ ถ้าไม่ได้รีบส่งงานวันนี้
เรื่องความเรียบร้อยของโค้ด ข้ามได้ ไม่ต้องแก้ทุกข้อ
บทที่ 3

ตอนติดปัญหา
และเคสจริง

ของจริงไม่ได้เดินตรงเสมอ และไม่ได้มีโมดูลเดียว บทนี้รวมอาการติดที่เจอบ่อยที่สุด วิธีต่อโมดูล ERP เข้าหากันโดยไม่ให้ข้อมูลชนกัน วิธีต่อคลังความรู้ของบริษัทเข้ามาใช้ และวิธีทำให้วงจรเดินต่อได้เรื่อย ๆ

พังทำไง ฟังไม่เข้าใจทำไง ตัดสินใจไม่ได้ทำไง ต่อโมดูลยังไง ต่อคลังความรู้ วงรอบไม่จบ

สามอาการติดที่เจอบ่อยที่สุด

ทั้งสามอันนี้ไม่ได้แทนวงจรหลัก แต่เป็นทางอ้อมสั้น ๆ ที่พาคุณกลับเข้าวงจรเดิม

ของพัง · /diagnosing-bugsใช้กับบั๊กที่ไม่เห็นสาเหตุ หรือพังเป็นบางครั้ง มันจะไม่เดาจนกว่าจะทำให้พังซ้ำได้ก่อน แล้วปิดท้ายด้วยเทสต์กันพัง
ฟังไม่เข้าใจ · /wait-whatพิมพ์ได้ทุกเมื่อกลางบทสนทนา มันจะอธิบายสิ่งที่เพิ่งพูดใหม่ด้วยภาษาคนปกติ อย่าพยักหน้าทั้งที่ไม่เข้าใจ
ตัดสินใจไม่ได้ · /prototypeบางคำถามเถียงบนกระดาษไม่จบ ต้องเห็นของถึงจะรู้ ทำของทิ้งมาตอบคำถามนั้นอันเดียว แล้วเอาคำตอบกลับเข้าสเปก

อีกสามอันที่ได้ยินชื่อบ่อย แต่ยังไม่ต้องใช้ในโมดูลแรก

/researchส่งไปอ่านเอกสารภายนอกแล้วสรุปกลับมาเป็นไฟล์ ใช้เป็นวัตถุดิบก่อนเข้าขั้นแรก ไม่ใช่ตัวแทนขั้นแรก
/triageคัดกรองบั๊กหรือคำขอที่คนอื่นแจ้งเข้ามา ส่วนตั๋วที่ระบบสร้างเอง ไม่ต้องเอามาคัดซ้ำ
/wayfinderใช้ตอนงานใหญ่จนมองไม่เห็นทาง เช่น วางระบบทั้งบริษัทรอบเดียว ช้าและหนัก เก็บไว้ใช้ตอนนั้นจริง ๆ
ติดแล้วให้กลับเข้าวงจรเดิมเสมอ ทั้งสามอันบนไม่ได้จบงานให้ มันแค่ตอบคำถามที่ค้างอยู่ พอได้คำตอบแล้วต้องเอากลับไปใส่สเปกหรือตั๋ว ไม่ใช่แก้โค้ดต่อจากตรงนั้นเลย

โมดูล ERP ไม่ได้อยู่เดี่ยว ๆ มันส่งเอกสารต่อกัน

คนมักคิดเป็นแผนก จัดซื้อ คลัง ขาย บัญชี แต่ละแผนกคือหนึ่งโมดูล และแต่ละใบงานเกิดจากใบก่อนหน้าเสมอ เริ่มจากซ้ายสุดแล้วไล่ไปขวา

จัดซื้อ ใบสั่งซื้อ สั่งของจากผู้ขาย คลัง ใบรับของ ของเข้าจริงกี่ชิ้น คลัง สต็อกคงเหลือ ตัวเลขที่ทุกโมดูลอ่าน ขาย ใบส่งของ ตัดสต็อกออก บัญชี ตั้งหนี้ · รับเงิน ปลายทางของทุกใบ ทุกใบอ้างใบก่อนหน้า · ลูกศรคือทิศทางที่ข้อมูลไหล ไม่ใช่ลำดับเวลาอย่างเดียว
จัดซื้อ · ทำโมดูลแรกเป็นต้นทางของของทุกชิ้นในระบบ ถ้าไม่มีใบสั่งซื้อ คลังก็ไม่มีอะไรให้รับเข้า ทำโมดูลนี้ก่อนแล้วคุณจะมีข้อมูลจริงไว้ทดสอบโมดูลถัดไป
คลัง · เป็นศูนย์กลางสต็อกคงเหลือคือตัวเลขที่ทุกโมดูลอ่านและแก้ ใครแก้ผิดคนเดียว พังทั้งระบบ โมดูลนี้จึงต้องเสร็จและถูกต้องก่อนเปิดฝั่งขาย
บัญชี · ทำท้ายสุดไม่ใช่โมดูลที่ทำก่อน แต่เป็นปลายทางที่รับใบจากสามโมดูลบน ทำตอนที่เอกสารต้นทางนิ่งแล้ว ไม่งั้นต้องรื้อตามทุกครั้งที่ต้นทางเปลี่ยน

สามกฎ ตอนต่อโมดูลใหม่เข้ากับของเดิม

ตรงนี้คือจุดที่ระบบทำเองพังบ่อยที่สุด ไม่ใช่เพราะโค้ดผิด แต่เพราะโมดูลใหม่ไม่รู้จักของที่โมดูลเก่าทำไว้

1ข้อมูลหลักมีชุดเดียว สินค้า ลูกค้า ผู้ขาย พนักงาน ต้องอยู่ที่เดียวทั้งระบบ โมดูลใหม่ต้องอ้างของเดิม ถ้าเห็น AI สร้างตารางชื่อคล้ายของที่มีอยู่แล้ว ให้หยุดแล้วสั่งให้ใช้ของเดิม
2เอกสารต้องอ้างใบก่อนหน้า ใบรับของต้องรู้ว่ามาจากใบสั่งซื้อใบไหน ใบส่งของต้องรู้ว่าตัดสต็อกล็อตไหน ถ้าใบไหนลอยเดี่ยว ๆ แปลว่าตามของหายไม่ได้ในวันที่ของหายจริง
3ของเก่าต้องไม่พัง พอโมดูลใหม่เขียว ให้สั่งตรวจทั้ง branch อีกรอบ ไม่ใช่ตรวจแค่ตั๋วล่าสุด เพราะโมดูลใหม่ไปแตะข้อมูลที่โมดูลเก่าใช้อยู่
# เริ่มโมดูลถัดไป บอกของเดิมให้ครบ
/grill-with-docs "โมดูลขาย ต่อจากคลัง
ที่ทำไว้แล้ว ใช้สินค้าและสต็อกชุดเดิม"
# ตรวจทั้ง branch หลังโมดูลใหม่เขียว
/code-review
กฎตัดสต็อกเป็นของคุณ ไม่ใช่ของ AI ตัดตอนกดยืนยันคำสั่งซื้อ หรือตอนของออกจากคลังจริง สองแบบนี้ให้ตัวเลขไม่เท่ากันและแก้ทีหลังยากมาก ต้องตอบตั้งแต่ขั้นกริลล์ อย่าปล่อยให้มันเดาแทน
สัญญาณว่าต่อไม่ติดมีคำเดียวกันสองชื่อ เช่น รหัสสินค้า กับ รหัสของ · ต้องกรอกลูกค้าซ้ำในสองหน้าจอ · ตัวเลขสต็อกในสองหน้าไม่ตรงกัน เจออันใดอันหนึ่ง แปลว่ารวมโมดูลไม่สำเร็จ

ทำยังไงให้วงจรเดินต่อได้เรื่อย ๆ

ปัญหาไม่ใช่ว่าวงจรห้าขั้นสั้นไป แต่คือพอเปิดคุยรอบใหม่ AI ไม่รู้ว่ารอบก่อนตกลงอะไรไว้ ทางแก้คือเขียนสิ่งที่ตกลงลงไฟล์ในโปรเจ็ค ไม่ใช่ฝากไว้ในบทสนทนา

CONTEXT.md · ศัพท์กลางหนึ่งใบต่อโปรเจ็ค เก็บคำที่บริษัทคุณใช้จริง ว่า ของเสีย ล็อต เบิก แปลว่าอะไรแน่ ทุกโมดูลถัดไปต้องใช้คำชุดนี้ คุณเปิดอ่านเองได้ ไม่ใช่โค้ด
docs/adr/ · บันทึกการตัดสินใจหนึ่งไฟล์ต่อหนึ่งการตัดสินใจ เช่น ตัดสต็อกตอนของออกจริง และเหตุผล รอบหน้าจะได้ไม่ถูกถามซ้ำ และไม่ถูกแอบเปลี่ยนโดยไม่มีใครรู้
สองไฟล์นี้คือความจำของระบบ โมดูลที่สามจะรู้จักกฎที่ตกลงกันตอนโมดูลแรกได้ ก็เพราะมันถูกเขียนไว้ ไม่ใช่เพราะ AI จำได้
# ตกลงศัพท์หรือกฎใหม่เมื่อไหร่ สั่งอันนี้
/domain-modeling
# รอบถัดไปเริ่มจากศูนย์ได้เลย
/clear
/grill-with-docs "โมดูลถัดไป"
วงจรไม่ได้จบที่รายงานพอมีคนใช้จริง จะมีของเสีย คำขอใหม่ กฎที่เปลี่ยน ทั้งหมดนั้นไม่ใช่งานนอกวงจร มันคือวัตถุดิบของรอบถัดไป เข้าขั้นแรกใหม่เหมือนเดิม
ตอนนั้นค่อยเปิดใช้ /triageพอคำขอเริ่มมาจากเพื่อนร่วมงานหลายคน ใช้มันคัดว่าอันไหนทำก่อน อันไหนไม่ทำ แล้วค่อยส่งเข้าวงจรห้าขั้นเดิม

คลังความรู้ของบริษัท ต่อเข้าวงจรได้

skill คือคู่มือว่าจะทำงานยังไง ส่วน MCP คือสายที่ต่อ AI ไปหาของที่บริษัทเก็บไว้อยู่แล้ว เช่น SOP ของแต่ละแผนกใน Gemini Notebook คนละหน้าที่กัน และใช้พร้อมกันได้

1ต่อครั้งเดียว ค้างไว้ทุกโปรเจ็ค พอต่อแล้ว AI เปิดอ่านคลังได้เองระหว่างคุย คุณไม่ต้องก๊อปข้อความจาก SOP มาวางในแชตทีละรอบ
2มันอ่านอย่างเดียว ไม่ได้ย้ายคลังมาไว้ในโปรเจ็ค SOP ยังอยู่ที่เดิม คนดูแลคลังก็ยังแก้ที่เดิม ไม่เกิดสำเนาชุดที่สองที่ต้องตามอัปเดต
3สิ่งที่ดึงมาได้ ต้องลงไฟล์ในโปรเจ็คเสมอ คำตอบจากคลังให้สรุปลง CONTEXT.md หรือ docs/adr/ ไม่งั้นรอบหน้าต้องไปถามใหม่ และอาจได้คำตอบไม่เหมือนเดิม
SOP เป็นวัตถุดิบ ไม่ใช่คำตัดสิน บางใบเขียนไว้นานแล้ว บางใบขัดกันเอง บางใบเขียนว่าควรทำอย่างหนึ่ง แต่หน้างานทำอีกอย่าง ให้ AI ดึงมาเสนอได้ แต่คนต้องเป็นคนชี้ว่าใช้ฉบับไหน
# ดูว่าในคลังมีเล่มอะไรบ้าง
"ลิสต์ notebook ทั้งหมดที่ต่ออยู่"

# ถามคลังตรง ๆ ก่อนเริ่มโมดูล
"เปิด SOP คลังสินค้า แล้วสรุปว่า
 ขั้นตอนรับของมีกี่ขั้น ใครเซ็นบ้าง"

# ถ้ามันบอกว่าเข้าคลังไม่ได้
nlm login
ของที่มีอยู่แล้ว มีค่ากว่าที่คิดงานหนักที่สุดในขั้นกริลล์คืออธิบายว่าบริษัททำงานยังไง ซึ่งส่วนใหญ่เขียนไว้ใน SOP อยู่แล้ว การต่อคลังเข้ามา คือการไม่ต้องเล่าใหม่ด้วยปากทุกครั้ง
ยังไม่มีคลัง ก็เริ่มได้วงจรห้าขั้นไม่ได้รอคลังความรู้ ถ้ายังไม่มี SOP ในระบบ ตอบคำถามเองไปก่อน แล้วค่อยต่อคลังในรอบถัดไป

ใช้ตอนไหน · ขั้น 01 เป็นหลัก ขั้น 05 เป็นตัวทวน

เปิดเฉพาะเล่มของแผนกที่กำลังทำโมดูลอยู่ แล้วใช้สองจังหวะนี้

1ขั้น 01 · ให้คลังตอบคำถามที่มันตอบแทนคุณได้ พอ AI ถามว่าใครอนุมัติการเบิก ให้มันไปเปิด SOP คลังสินค้าแล้วเอาคำตอบมาเสนอ คุณแค่ชี้ว่าใช่หรือไม่ใช่ เร็วกว่าพิมพ์เล่าเองมาก
2คำถามที่ SOP ตอบไม่ได้ คือคำถามของคุณ เช่น ตัดสต็อกตอนกดยืนยันหรือตอนของออกจริง SOP มักไม่ได้เขียนไว้ พวกนี้ยังเป็นการตัดสินใจของคุณ ห้ามให้มันเดาแทน
3ขั้น 05 · ทวนกับ SOP อีกรอบ หลังตรวจโค้ดแล้ว ถามต่อว่าของที่ทำเสร็จ ตรงกับขั้นตอนใน SOP ไหม ตรงไหนไม่ตรง ให้ตอบว่าตั้งใจให้ต่างหรือทำหลุด
สัญญาณว่าดึงมาแล้วเชื่อไม่ได้สรุปมาโดยไม่บอกว่ามาจากเล่มไหน · สองเล่มไม่ตรงกันแต่มันเลือกให้เล่มเดียว · คำตอบกว้างจนเขียนสเปกไม่ได้ เจอแบบนี้ให้ถามกลับว่าอ้างจากหน้าไหน
# ขั้น 01 · บอกไปเลยว่าให้ใช้เล่มไหน
/grill-with-docs "โมดูลคลัง
ใช้ SOP คลังสินค้าใน notebook
เป็นข้อมูลตั้งต้น ข้อไหนใน SOP
ไม่ชัด ให้ถามผมทีละข้อ"

# ขั้น 05 · ทวนหลังตรวจโค้ดเสร็จ
/code-review
"เทียบกับ SOP คลังสินค้า
 ตรงไหนที่ของจริงไม่ตรงกับ SOP"
เล่มเดียวต่อโมดูลเปิดทีละเล่มให้ตรงกับโมดูลที่ทำ คำตอบจะคมและตามกลับได้ว่ามาจากไหน เปิดหลายแผนกพร้อมกันเมื่อไหร่ มันจะผสมขั้นตอนของคนละแผนกโดยไม่บอก
ของลับไม่ต้องเข้าโปรเจ็ค SOP บางเล่มมีราคาทุน เงินเดือน หรือข้อมูลลูกค้า สิ่งที่ต้องเอาลงไฟล์คือกฎการทำงาน ไม่ใช่ตัวเลขในนั้น

ข้างในหนึ่งโมดูล ทำสี่ชั้นนี้ตามลำดับ

เลือกมาหนึ่งโมดูลจากแผนที่เมื่อกี้ สมมติว่าเป็นโมดูลคลัง ข้างในนั้นยังมีลำดับอีกชั้น ชั้นล่างต้องเสร็จก่อนชั้นบนเสมอ เพราะชั้นบนอ่านของที่ชั้นล่างสร้างไว้

ชั้นคำถามที่ตอบตัวอย่างในโมดูลคลังถ้าข้ามไปทำทีหลัง
1ใครใช้ได้บ้างหัวหน้าคลังแก้ยอดได้ พนักงานหน้างานบันทึกรับของได้อย่างเดียวต้องรื้อทุกหน้าจอทีหลังเพื่อยัดสิทธิ์เข้าไป แพงกว่าทำตั้งแต่แรกหลายเท่า
2จะนับอะไรรายชื่อสินค้า หน่วยนับ ที่เก็บ แค่เพิ่ม แก้ ค้นหาได้ ยังไม่มีตรรกะอะไรหน้ารับของไม่มีสินค้าให้เลือก ทำต่อไม่ได้เลย
3ของเข้าออกยังไงรับเข้า เบิกออก โอนย้าย นี่คือหัวใจ และเป็นที่อยู่ของกฎธุรกิจคุณข้ามไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้ารีบทำก่อนชั้น 2 จะได้ใบที่อ้างสินค้าที่ยังไม่มีจริง
4สรุปให้ใครดูยอดคงเหลือ ของใกล้หมด ของค้างนานทำก่อนก็ไม่มีข้อมูลให้อ่าน ได้หน้าจอเปล่ามาหนึ่งหน้า
สี่ชั้นนี้อยู่ในโมดูลเดียว ไม่ใช่สี่โมดูล พอครบสี่ชั้น ถือว่าโมดูลคลังเสร็จและใช้งานได้จริง แล้วค่อยเริ่มโมดูลขายใหม่ตั้งแต่ชั้น 1 ของมันเอง

ทำโมดูลหนึ่งตัว ต้องทำอะไรบ้าง

สี่ชั้นในหน้าที่แล้วคือสิ่งที่ต้องได้ หน้านี้คือสิ่งที่ต้องทำ แบ่งตามเวลาสามช่วง

1ตอนเริ่ม · ทำครั้งเดียว /grill-with-docs แล้วตอบคำถามให้ตรง ต่อด้วย /to-spec อ่านสเปกแล้วอนุมัติ ปิดท้ายด้วย /to-tickets จบช่วงนี้จะได้ตั๋วงานมาหนึ่งชุด เรียงลำดับไว้แล้ว
2ระหว่างทาง · ทำซ้ำทุกใบ /clear เพื่อล้างบทสนทนาเก่า แล้ว /implement บอกว่าทำตั๋วใบไหน จบใบนั้นแล้วเริ่มสองคำสั่งนี้ใหม่กับใบถัดไป จนหมดชุด
3ตอนจบ · ทำครั้งเดียว /code-review ตรวจทั้งโมดูล ถ้ายังมีข้อที่บอกว่าของพัง สั่งแก้ให้หมดก่อน พอไม่เหลือแล้วถือว่าปิดโมดูลนี้ได้ แล้วเริ่มโมดูลถัดไปที่ช่วงตอนเริ่ม
อย่าเปิดโมดูลใหม่ทั้งที่ของเดิมยังไม่ปิดทำค้างสามโมดูล แล้วใช้จริงไม่ได้สักตัว สู้โมดูลเดียวที่พนักงานใช้ได้แล้วไม่ได้
โมดูลแรก ทำให้เล็กกว่าที่คิดไว้มากเป้าหมายของโมดูลแรกคือได้เห็นว่าวงจรทั้งวงทำงานยังไงตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่ได้ของครบ เอาแค่สิทธิ์สองระดับ สินค้าสิบรายการ รายงานใบเดียว ก็พอ ที่เหลือค่อยเติมในรอบถัดไป

โมดูลนี้ถือว่าเสร็จเมื่อครบสามข้อนี้ ไม่ใช่เมื่อ AI บอกว่าเสร็จ

คุณกดใช้เองได้ครบทั้งสี่ชั้น จากหน้าจอจริง ไม่ใช่ดูจากโค้ดหรือฟังคำอธิบาย
ผลตรวจไม่เหลือข้อที่บอกว่าของพัง ข้อที่เป็นแค่ความเรียบร้อยของโค้ด ปล่อยไว้ได้
มีคนกรอกข้อมูลจริงไปแล้วหนึ่งวัน ข้อมูลจริงเจอปัญหาที่ข้อมูลทดลองไม่เคยเจอ

คุณไม่ต้องเขียนโค้ดเป็น
แต่ต้องรู้ว่าตอนนี้
อยู่ขั้นไหนของวงจร

เพราะทุกขั้นจบที่คุณอนุมัติ ไม่ใช่ที่ AI บอกว่าเสร็จ
หน้าที่คุณคือตอบคำถามให้ตรง และไม่ปล่อยผ่านสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ

บริษัทอัตโนมัติ · THEAUTOMATION.BIZ